อิหร่านขู่โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 19 แห่ง ทั่วตะวันออกกลางในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน หลังอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศถล่มชานเมืองเบรุต ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนที่ยังคงเปราะบาง การประกาศโดยโมฮัมหมัด กาลิบาฟ นักเจรจาหลักและประธานรัฐสภาอิหร่าน ชี้ให้เห็นถึงการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เตหะรานมองว่าเป็นการละเมิดโดยตรง เหตุการณ์นี้ยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังระอุอยู่แล้ว
คำขู่โดยตรงจากเตหะราน
การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่กาลิบาฟจะประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเขากล่าวว่าสหรัฐอเมริกา "ไม่ยึดมั่นในการหยุดยิงและไม่เชื่อในการเจรจา" นักการเมืองอิหร่านยังอ้างถึงการปิดล้อมทางทะเลและการละเมิดข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเลบานอนเป็นเหตุผลในการตอบโต้ คำพูดของเขาสะท้อนถึงความเด็ดเดี่ยวของเตหะรานที่พร้อมเผชิญหน้ากับวอชิงตันโดยตรง การกระทำดังกล่าวถือเป็นการท้าทายอำนาจสหรัฐฯในภูมิภาคอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายเดือน
แผนที่เป้าหมาย 19 ฐานทัพ
รัฐบาลอิหร่านประกาศให้ฐานทัพสหรัฐฯจำนวน 19 แห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆในตะวันออกกลางเป็น "เป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย" สำหรับการโจมตี ฐานทัพเหล่านี้กระจายอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และอียิปต์ นอกจากนี้ การขู่ยังครอบคลุมถึงทรัพย์สินของอิสราเอลในภูมิภาคอีกด้วย รายละเอียดของฐานทัพถูกเผยแพร่ในรูปแบบแผนที่โดยสื่อท้องถิ่นของอิหร่าน ซึ่งตอกย้ำถึงความจริงจังของภัยคุกคาม การเปิดเผยนี้ทำให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียและพันธมิตรสหรัฐฯต้องเพิ่มความระมัดระวัง
รอยร้าวระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮู
การโจมตีของอิสราเอลถือเป็นความท้าทายโดยตรงต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพียงสัปดาห์ก่อนหน้านี้รับประกันว่าอิสราเอลจะไม่กลับไปทิ้งระเบิดในเลบานอนอีก การกระทำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูทำให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดระหว่างผู้นำทั้งสอง ทรัมป์ยืนยันต่อสาธารณะว่าเขาเรียกเนทันยาฮูว่า "บ้าไปแล้ว" เนื่องจากการบุกรุกเลบานอน ความขัดแย้งที่เปิดเผยนี้แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งปกติแล้วจะถูกเก็บเป็นความลับ
การตีความข้อตกลงหยุดยิงที่แตกต่าง
ปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยการเจรจา ร่วมกับอิหร่านยืนยันว่าเลบานอนถูกรวมอยู่ในขอบเขตของข้อตกลงหยุดยิง ตรงกันข้ามกับจุดยืนของสหรัฐฯและอิสราเอลที่ระบุว่าการหยุดยิงครอบคลุมเฉพาะการโจมตีในดินแดนอิหร่านและประเทศในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น ความแตกต่างในการตีความนี้เป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความไม่มั่นคงและเปิดช่องให้แต่ละฝ่ายดำเนินการตามความเข้าใจของตนเอง สัปดาห์ก่อนทรัมป์เองก็เคยกล่าวว่าอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ตกลงหยุดการโจมตีในเลบานอนและอิสราเอลตอนเหนือ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ขณะเดียวกัน ฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุน ยังคงปฏิบัติการโจมตีทางตอนเหนือของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง การหยุดยิงที่ถูกทำลายล้างครั้งนี้ยิ่งทำให้วิกฤตทางการทูตและการทหารทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ชุมชนระหว่างประเทศกำลังจับตาดูการเคลื่อนไหวของเตหะรานและเทลอาวีฟอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ หากอิหร่านตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารจริง ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ
